DREAM THEATER
LIVE IN BANGKOK
CHAOS IN MOTION WORLD TOUR 2007/2008
JANUARY 19TH 2008
Dream Theater is an American progressive metal band comprising
James LaBrie -Lead Vocal
John Petrucci -Guitar,Vocal
Jordan Rudess-Keyboard
John Myung -Bass
Mike Portnoy –Drum,Vocal
Dream Theater was formed in 1985 under the name "Majesty" by Petrucci, Myung, and Portnoy, Though a number of lineup changes followed, the three original members remain today along with LaBrie and Rudess. Dream Theater has become one of the most commercially successful progressive rock bands since the height of the genre in the mid-1970s, despite being relatively unknown in mainstream rock circles. Although the band has had a few successful hits (notably 'Pull Me Under' in the early 1990s, which had extensive MTV rotation), it has mostly stayed underground for its career, feeding off support from fans.
The band is well known for the technical proficiency of its instrumentalists, who have won many awards from music instruction magazines. Dream Theater's members have collaborated with many other notable musicians. Guitarist John Petrucci was named as the third player on the G3 tour six times, more than any other invited guitarist.
The band's two highest selling albums are the gold selling Images and Words (1992), although it reached only #61 on the Billboard 200 charts,[1] and Awake (1994) which reached #32 on the Billboard 200.[1] Dream Theater has sold over two million albums in the U.S. and over eight million albums and DVDs worldwide. And have 8 Studio Albums already and ton of Side Project for each members.
Systematic Chaos is the ninth studio release of the progressive metal band Dream Theater, and their first released on the new label, Roadrunner Records.
Systematic Chaos was written and recorded from September 2006 to January 2007 at Avatar Studios in New York City, co-produced by drummer Mike Portnoy and guitarist John Petrucci and engineered by Paul Northfield. The final mix was signed off on Valentine's Day, February 14. The final master of the CD was finished and the track listing was released on February 21, and the album itself was released on June 5. Along with a standard version, there is also a Special Edition containing the standard CD, along with a DVD containing a 5.1 mix of the album and a 90 minute documentary detailing the making of the album entitled "Chaos in Progress - The Making of Systematic Chaos".It is their highest charting album in the United States to date.
Drummer Mike Portnoy described the album as "Heavy and technical, powerful and dynamic — all of the elements that people kind of expect out of a Dream Theater album.” The album also guests Joe Satriani, Steve Vai, Steve Wilson, Daniel Gildenlow and Neal Morse .
The band is currently promoting their latest effort, Systematic Chaos with a world tour, which began on June 3, 2007 in Milan, Italy.
JANUARY 19TH 2008 - DREAM THEATER LIVE IN BANGKOK
“CHAOS IN MOTION WORLD TOUR 2007/2008”
Ticket On Sale . www.thaiticketmajor.com
Any information prartmusic@gmail.com
"Systematic Chaos" track listing
DREAM THEATER - SYSTEMATIC CHAOS
In The Presence of Enemies Pt.1
Forsaken
Constant Motion
The Dark Eternal Night
Repentance
Prophets of War
The Ministry of Lost Souls
In The Presence of Enemies Pt.2


โดยอัลบั้มนี้ได้ถูกแต่งและทำการบันทึกเสียง ตั้งแต่เดือน กันยายน 2006 ไปจนถึงเดือน มกราคม 2007 ที่ Avatar Studios ในเมืองนิวยอร์ค ซึ่งโปรดิวเซอร์ของอัลบั้มนี้ก็คือ Mike Portnoy และ John Petrucci โดยมี 
Mike Portnoy มือกลองและ Co-Producer ของอัลบั้มนี้ได้กล่าวถึงอัลบั้มนี้ว่า “ มันมีทั้งความหนักหน่วง,เทคนิค,เปี่ยมไปด้วยพละกำลังและความมีชีวิตชีวา ทุกๆสิ่งทุกอย่างๆที่แฟนเพลงของเราคาดหวังไว้” โดยในอัลบั้มนี้มีแขกรับเชิญเป็นนักดนตรีชื่อดังมากมายทั้ง 
EX.2
EX.4
Ex.6 T-Bone Walker Lick เป็น Lick ง่าย ๆ เล่นไม่กี่โน๊ต แต่มีเสน่ห์เหลือรับประทาน อยู่ในฮาร์โมนี่ ของ Chord IV7 ให้ความสำคัญกับการ Vibrato ด้วย
EX.7
EX.10
Ex. 13 ALBERT อีกหนึ่ง อยู่ใน IV7-I7 มาจากเพลง "STRANG BREW" ของ ERIC CLAPTONตอนอยู่กับ CREAM เป็น LICK เดียวกันเลย นี่คืออิทธิพลที่ ALBERT KING มีต่อ CLAPTON LICK นี้ไอเดียดีมาก คุณต้องเล่นและวิเคราะห์ดู
Ex. 15 BILLY GIBBONS แห่ง ZZ TOP อยู่ในเพลง "JESUS JUST LEFT CHICAGO" เป็น LICK ที่อยู่ใน V7 ของท้ายท่อน โดยเขาก็ได้รับอิทธิพลมาจาก ROBERT JOHNSON อีกที ลองเล่นดู
Ex. 19 คราวนี้เป็นหน้าที่ของ PETER GREEN มือกีตาร์วง BLUESBREAKERS ผู้โด่งดัง เป็น LICK ในเพลง "THE STUMBLE" จากอัลบั้ม "A HARD ROAD" อยู่ใน KEY E เป็น LICK ในสำเนียงของ BRITISH BLUES (BLUES จากอังกฤษ) อย่างชัดเจณ
Ex.21 เป็น Lick ของ Robben Ford ใช้กับคอร์ด IV 7 ให้เสียงหยดย้อยเขาใช้ tritone ในคอร์ด IV7 นี้ในสไตล์ T Bone Walker
อ. ปราชญ์ บรรเลงเพลงระนาด
ชีวิตกับการเริ่มต้นบนเส้นทางดนตรีตั้งแต่วัยเยาว์ การฝึกฝนด้วยตนเองและอาศัยคำแนะนำที่มีอยู่อย่างจำกัดของช่วงเวลาและสถานที่ (ต่างจังหวัด) คืออุปสรรคสำคัญในการฝึกฝนเรียนรู้ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นจริงจังของเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่ไม่น้อยไปกว่าเด็กในกรุงเทพฯใน พ.ศ.ที่สื่อการเรียนการสอนทางดนตรีมีอยู่มากมาย เวลากว่าสามสิบปีบนเส้นทางดนตรีอาชีพในหลายรูปแบบ การแกะเพลงด้วยตัวเองจากแผ่นเสียง การแอบมองมือกีตาร์รุ่นพี่แบบที่เรียกกันว่า “ครูพักลักจำ” เดินทางต่อมาถึงการเข้าร่วมวงดนตรี การร่วมแจมกับเพื่อนนักดนตรี แนะนำต่อมาในการเรียนรู้เครื่องดนตรีเกือบทุกชนิด นั่นหมายถึงการสั่งสมประสบการณ์ที่ต่อมาเป็นพื้นฐานในการทำงานดนตรีของตัวเอง กับคำถามเกี่ยงกับการเรียนรู้เบื้องลึกทางทฤษฎีและเสียงร่ำลือถึงการเล่นการฝึกกีตาร์ที่หนัก คำตอบของคำถามที่ออกจากปากอย่างจริงจังของพี่โอ้ว่า “ก็เคยเรียนทฤษฎีดนตรีมาจากสมัยที่เรียนมัธยม พวกพื้นฐานการอ่านการเขียนโน้ต ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดนตรีต่าง ๆ ตอนหลังพอเข้ากรุงเทพฯก็มาเรียนกับอาจารย์นพ อาจารย์โป๊ป และอีกหลายคน สำหรับเรื่องการฝึกกีตาร์นี่ช่วงแรก ๆ ก็ค่อนข้างหนัก เล่นอยู่ประมาณวันละ 10 ชั่วโมงได้ หลังๆ ก็ลดลงมาเหลือ 8 ชั่วโมง ช่วงนี้ก็เล่นอยู่วันละ 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ถ้าว่าง ๆ ก็จะจับกีตาร์ตลอด อย่างเวลานั่งดูทีวีก็จะเล่นไปด้วย คงต้องอาศัยเวลาจากช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์”
คำถามต่อมาเราพยายามค้นหาคำตอบในแนวลึกของการ Improvise ที่เกิดขึ้นในการแสดงสดและปรากฏในชิ้นงานที่ได้ยินได้ฟังกันมา คำตอบที่ได้น่าสนใจไม่น้อย “ ฝึกหนักมาก อย่างที่บอกว่าเคยเล่นถึงวันละ 10 ชั่วโมง ฝึกทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องการ Improvise ก็ต้องเข้าใจเรื่องของสเกล/โมด ที่ใช้อยู่บ่อย ๆ ก็มีพวก Dorian และ Phrygian และก็มี Mixolydian แต่เราจะไม่ได้กำหนดว่าในเพลงของเราจะต้องใช้เฉพาะโมดใดโมดหนึ่ง เพราะเรื่องราวของแต่ละเพลงมันแตกต่างกันออกไป มันจะมีเมโลดี้บางอย่างที่คิดขึ้นมา บางทีเราก็สามารถนำเอาโมดบางโมดเติมเข้าไปได้ ซึ่งการที่เราจะใช้โมดอะไรนั้นมันขึ้นอยู่กับความต้องการของเราในช่วงเวลานั้น บางทีก็เติมพวกโน้ตบลูส์ หรือพวกเพนตาโทนิคลงไป คือดนตรีที่ทำออกมาก็จะไม่จำกัดรูปแบบใช้อะไรได้หลาย ๆ อย่าง ก็อาจจะเรียกว่า เป็นการเล่นตามเนื้อหา เนื้อหาของบทเพลง และเรื่องราวที่มีปรากฏในบทเพลง แต่เรื่องของโมดก็คงไม่ใช่คำตอบสำหรับการทำงานของเราทุกอย่าง เพราะในความคิดของตัวเองบางครั้งที่เราเรียนรู้เรื่องโมดหรือสเกลอะไรต่าง ๆ นี้ ไม่แน่ว่าบางทีมันอาจจะเป็นการจำกัดจินตนาการของเรา แน่นอนว่าการเรียนรู้นั้นย่อมเป็นการดีเพราะถือว่าเป็นพื้นฐานที่ทุกคนควรรู้ แต่ยังไงโมดก็ยังคงเป็นโมดอยู่วันยังค่ำ เหมือนการท่องหนังสืออยู่บนที่นอนยังไม่ได้ลุกออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกที่ทำให้ตัวเองกระฉับกระเฉง กับการทำงานเราควรใช้จินตนาการใช้ความรู้สึกของเราเป็นตัวกำหนดมากกว่าว่าเราจะต้องใช้โมดนี้ใช้โมดนั้น รู้สึกอย่างไรก็ควรเล่นออกมาอย่างนั้น การเอาโมดมาเป็นตัวกำหนดมันก็เหมือนกับการทำงานตามสูตรสำเร็จ เพราะถ้าบางทีสิบคนฝึกโมดเดียวกันมาฟอร์มนิ้วมันก็จะเหมือนกันหมดสิบคน ถึงเวลาทำงานออกมาก็คงจะไม่แตกต่างอะไรกันเลย คงแตกต่างกันแค่ในรายละเอียดปลีกย่อยว่าดีดอย่างไร แต่เสียงของสเกลมันก็คงจะอยู่แค่นี้ถ้าเรายังคงใช้โมดเป็นตัวกำหนดการทำงานของเรา และก็อาจจะฟังดูน่าเบื่อ ตรงกันข้ามถ้าเราไม่ยึดติดอยู่กับเรื่องนี้ ในคอร์ดเดียวกันเราสามารถสร้างงานออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงและเป็นสุ้มเสียงที่เป็นปัจเจกของเราได้ดังนั้นคิดว่าการเล่นอะไรออกมาเราควรอาศัยความรู้สึกของเราคือเล่นในสิ่งที่เรารู้สึกและอยากให้เป็น”
เมื่อถามถึงการทำงานในห้องบันทึกเสียงคำตอบที่ได้ค่อนข้างคลี่คลายปริศนาหลายอย่างเกี่ยวกับวิธีการทำงานของมือกีตาร์คนนี้ “ถ้าพูดถึงท่อนโซโล่นี้จะมีทั้งการแต่งเอาไว้ก่อนและการคิดขึ้นสด ๆ ในแนวทางของตัวเองการคิดคือการเอาสิ่งที่เราได้คิดไว้แต่กระจัดกระจายอยู่รวบรวมเป็นข้อสรุปให้ได้ จะสังเกตง่าย ๆ จากงานเก่า ๆ อย่าง “ไฟปรารถนา” นี่เกิดจากการคิดแต่งโดยตรงและสรุปออกมาอย่างที่ได้ฟังกัน ส่วนของการคิดขึ้นสด ๆ แบบ Improvise ในห้องอัดนั้นมักจะเป็นการทำงานในช่วงที่นักดนตรีคนอื่นไม่อยู่ คือจะอยู่สองคนกับซาวด์เอ็นจิเนียร์ ต้องการสมาธิมาก ต้องปิดไฟในห้องอัดด้วย บางทียังรู้สึกไม่สงบพอก็ต้องหันหน้าเข้าหามุมใดมุมหนึ่งของห้องที่จะทำให้รู้สึกว่าตัวเรามันใหญ่โตขึ้น มีพลังมากขึ้น นี่คือวิธีการทำงานของโอฬารในห้องอัด จะเลือก Improvise อยู่ประมาณ 2 – 3 เทคจนกว่าจะพอใจ มีเหมือนกันที่ต้องเล่นกันเป็นสิบเทคกว่าจะได้ที่พอใจ สำหรับการ Improvise ก่อน ๆ จะทำแบบผสมผสานกับบางอย่างที่คิดเอาไว้คร่าว ๆ ล่วงหน้า แต่ตอนนี้ชอบที่จะ Improvise เอาสด ๆ ทั้งหมดมากกว่า และเราจะเป็นคนเล่นกีตาร์ที่ไม่ได้ยึดแบบแผนเลย โดยเฉพาะในการแสดงสดนี่จะเล่นตามใจตัวเองมาก”
จากคำตอบในเชิงอรรถาธิบายแจกแจงอย่างค่อนข้างลึกซึ้งเกี่ยวกับ”แนวคิด”ของมือกีตาร์ผู้นี้ นั่นหมายถึงคนเล่นกีตาร์ผู้จัดเจนบนคอกีตาร์ผ่านเวลาที่นับหน่วยกันเป็นทศวรรษ คำถามต่อมาสำหรับมือกีตาร์ผู้เริ่มต้นบนถนนสายเดียวกันกับคำแนะนำในการฝึกฝน คำตอบที่ได้น่าสนใจแบบต้องบันทึกไว้บนกระจกเพื่อการอ่านทบทวนระหว่างการแปรงฟันทุกเช้าว่า”ทุก ๆ อย่างที่ทำอยู่ต้องทำด้วยความมุ่งมั่นและชัดเจน เรามาจากพื้นฐานตรงไหนก็ตาม เราต้องรู้จักตัวเราเอง อย่าดูถูกตัวเอง ควรสร้างวิธีการคิดของตัวเอง การฝึกกีตาร์นี่ไม่ใช่หมายถึงการก้มหน้าก้มตาฝึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว เราควรจะรู้ในสิ่งที่เราต้องการ นั่นก็คือต้องรู้จักตัวเอง อย่าดูถูกตัวเอง เพราะถ้าเรานั่งฝึกอะไรสักอย่าง ๆ พวกโมดอยู่นานเป็นห้าปีหรือสิบปี เวลาเล่นอะไรออกมามันก็จะยังคงเป็นอะไรเดิม ๆ อยู่อย่างนั้นวันยังค่ำ เพราะเราจะมีแต่ความชำนาญ แต่ในเรื่องมันสมองที่จะใช้ในการคิดเราจะไม่ได้ฝึกฝนมันเลย คำพูดตรงนี้อาจจะไม่กระจ่างนักคงต้องมีการขยายความกันอีกพอสมควร หลังผ่านการฝึกฝนเรียนรู้พอสมควรและมั่นใจว่าเราสามารถที่จะคิดและทำอะไรได้ด้วยตัวเองแล้วก็ขอให้เริ่มลงมือทำ อย่ากลัวที่จะลงมือทำ มันเหมือนเราจุดประกายให้ตัวเอง ถ้าเราเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเราจะเกิดความรู้สึกภูมิใจ เราสามารถสร้างสิ่งที่เป็นความคิดของเราออกมาเป็นบทเพลงได้ มันจะช่วยจุดประกายให้เรากล้าคิดกล้าทำอะไรต่อไป ขอให้มีความตั้งใจ จริงใจและจริงจังกับสิ่งที่เราทำ และขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ”
หลังการพูดคุยกับมือกีตาร์ผู้นี้ สิ่งที่ได้รับจะมีคุณค่าหรือไร้สาระขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้อ่านแต่ละคนจะพิจารณากันไป แต่เรามั่นใจในสิ่งที่เรานำเสนอว่ามีคุณค่าเพียงพอสำหรับคนดนตรีผู้คนหาแนวคิดและปรัชญาในการทำงานมากกว่าวิ่งไล่เหยียบเงาตัวเองบนแบบฝึกหัดกีตาร์หลายพันหลายหมื่นบทเรียนแต่คิดอะไรเองไม่เป็น !!! ขอโทษถ้าคำกล่าวในบทปิดท้ายฉบับนี้รุนแรงและแทงใจดำใครเข้า แต่ผู้เขียนปรัชญาโบราณว่า ”ยาดีย่อมขมปาก” นี้เป็นคำยืนยันที่เป็นจริงจากรุ่นถึงรุ่น จาก พ.ศ.ถึง พ.ศ. แล้วเราชาว Overdrive จะยอมรับกันไม่ได้เชียวหรือ 